OurMaNoMaYitTi.com

 

   

ค้นหา
OurMaNoMaYitTi.com เว็บบอร์ด เรื่องเล่า สนทนาธรรมในกลุ่ม การเป่ายันต์เกราะเพชรเป็นต ...
ดู: 5490|ตอบ: 39
go

การเป่ายันต์เกราะเพชรเป็นตำราพระร่วง    

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2012-1-28 18:53 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เอามาจากระทู้ในพลังจิตค่ะ

http://board.palungjit.com/f23/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87-231709.html
                              
                                                                                       ชื่อคาถา      ใช้ทาง  ควรสวดวันละกี่จบ(วันที่เกิด)
                           
1อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สากระทู้เจ็ดแบกฝนแสนห่า15 (จันทร์)
2ติ หัง จะ โต โร ถิ นังฝนแสนห่าเมตตามหานิยม8 (อังคาร)
3ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุทพระนารายณ์เกลื่อนสมุทรเสกปูนเสกฝี17 (พุธกลางวัน)
4โส มา ณะ กะ ริ ถา โธพระนารายณ์ ถอดจักรถอดคุณไสยศาสตร์10 (เสาร์)
5ภะ สั่ม สัม วิ สะ เท ภะพระนารายณ์ ตรึงไตรภพเมตตามหานิยม20 (พฤหัสบดี)
6คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะพระนารายณ์ พลิกแผ่นดินทางความผิด12 (พุธกลางคืน)
7วา โธ โน อะ มะ มะ วาพระพุทธเจ้าตวาดป่าหิมพานต์เมตตามหานิยม20 (ศุกร์)
8อะ วิช สุ นุต สา นุส ติพระนารายณ์ แปลงรูปเมตตามหานิยม6 (อาทิตย์)

รวม 108 จบ




หมายเหตุ :
ผมได้รับคาถาบูชาดวงประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน ทางป.ณ. โดยไม่ระบุชื่อว่าใครส่ง อ่านดูแล้วเห็นว่าคาถาทั้ง ๘ คาถา ก็คือยันต์เกราะเพชรนั่นเอง เลยนำมาเขียนต่อ


ค่า เฉลี่ย หากคิดโดยรวมๆ ใน ๑ อาทิตย์มี ๗ วัน ควรสวดวันละ =๑๕.๔๒๘ จบ = ๑๕ จบโดยประมาณ เป็นการเดินสายกลาง ไม่มาก เกินไป (ตึงไป) ไม่น้อยเกินไป (หย่อนไป) เป็นการเดินสายกลาง (มัชฌิมา) ซึ่งตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ในปฐมเทศนา หรือธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นการเชื่อพระพุทธเจ้า โดยมีเหตุ มีผล ไม่ยึดไม่ติดสมมติของชาวโลก ซึ่งยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม ครอบงำจิตอยู่


หาก ผู้ใดศรัทธาในศาสนาของพระพุทธองค์อย่างจริงใจ โดยยอมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ย่อมมีผลเกิดแก่ผู้ปฏิบัติไม่มากก็น้อย ตามบารมีธรรมที่ผู้นั้นสะสมมาแต่ในอดีต การปฏิบัติที่พระองค์ทรงเน้นมากก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘ นั่นเอง จะเห็นได้ว่าหลังจากที่พระองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว อีก ๓ เดือน พระองค์จะเข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์จึงไม่สอนพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ทรงสอนเพียงแค่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางไปสู่พระนิพพาน หรือเป็นข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ หรือเป็นหัวใจของการปฏิบัติของพระพุทธศาสนา


สรุป ว่าควรเดินสายกลาง ว่าคาถาวันละ ๑๕ ครั้งก็จะคลุมได้หมด โดยอย่าสนใจว่าจะเกิดวันไหน คาถาชื่ออะไร หากผู้ใดสนใจให้อ่านหนังสือ ?สมบัติพ่อให้? ซึ่งดอกเตอร์ปริญญานุตาลัย และ คุณโศภิษฐ์ สดใส ได้รวบรวมไว้ หน้า ๑๓๔-๑๔๒


ผม ขออนุญาตย่อความสำคัญที่ควรทราบจากหนังสือนี้ เพื่อให้ลูกศิษย์หลวงพ่อที่ยังไม่มีหนังสือ ?สมบัติ พ่อให้? กับพวกที่ขี้เกียจอ่านหนังสือ (กูมีหนังสือแต่กูยังขี้เกียจอ่าน) เพราะยังมีมรณานุสสติอ่อนยังประมาทในความตาย ยังไม่รู้คุณค่าหรือประโยชน์ของเวลาซึ่งผ่านไปแล้วไม่มีใครหาซื้อได้ด้วย เงินหรือถอยหลังกลับไปได้อีก ยังไม่อยากจะเป็นพระโสดาบัน สมัครใจขอเป็นพระโสดาตะบันต่อไปก่อนได้อ่านเป็นธรรมทาน โดยย่อๆดังนี้


๑. หลวงพ่อปานท่านบอกเป็นตำราพระร่วง ยันต์นี้ได้จากบท อิติปิโส ภะคะวา...พุทโธ ภะคะวาติ นำมาเขียนเป็นยันต์เกราะเพชร โดยเขียนเป็นแนว ตั้งแบบหนังสือจีน เขียนเป็น ๘ แถว แถวละ ๗ คำ แต่เวลาอ่านเป็นคาถา ให้อ่านเป็นแนวนอน แบบหนังสือไทย (ก็จะได้คาถา ๘ ประโยค) แล้วก็มีผู้ไปตั้งคาถาเป็น ๘ ชื่อ มีจุดมุ่งหมาย ๘ อย่าง และยังมีรายละเอียดออกไปว่า ใครเกิดวันไหน ก็ให้ว่าวันละกี่จบ ใน ๑ อาทิตย์ มี ๗ วัน แต่มี ๘ คาถา ท่านก็แยกวันพุธออกเป็นพุธตอนกลางวัน กับพุธตอนกลางคืน รวมเป็น ๘ เช่นกัน


ข้อความในวงเล็บนั้น ในหนังสือไม่มี ผมได้มาจากใครก็ไม่ทราบ ส่งมาทางป.ณ. ผมก็เลือกเอาบางส่วนมาประกอบแต่ผมขอแนะ นำว่า ไม่ควรเกาะติดในรายละเอียด เรื่องชื่อคาถาใช้ทางไหนบ้าง และเกิดวันใด ควรว่าวันละกี่จบ ให้เชื่อตามที่หลวงพ่อฤๅษีท่านบอกไว้ก็พอแล้ว


๒. หลวงพ่อปานท่านนำมาเขียนเป็นยันต์เกราะเพชร แล้วชักเป็นตาข่าย จัดเป็นสูตร


๓. เวลาจะเป่ายันต์เกราะเพชร ให้จุดธูปเทียนบูชาก่อนแล้วรับศีล ทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ ด้วยอานาปานัสสติ เวลาหายใจเข้าภาวนา ?พุท? เวลาหายใจออกภาวนา ?โธ?


หาก ใครมีลูกยังอยู่ในท้อง ให้จุดธูปแทนลูก ๑ ดอก เวลาคลอดลูกออกมาจะมียันต์ปรากฏให้เห็นได้ทั่วตัว ที่พวกเราเห็นคือลูกของคุณมียันต์อยู่ที่กระหม่อม และภายใน ๗ วัน ยันต์ก็จะหายไปในตัว ส่วนผู้ใหญ่ไม่เห็น จะเห็นตอนตาย ญาตินำไปเผาจะเห็นยันต์ติดอยู่ที่กระดูก ทั้งนี้ท่านมีข้อแม้ว่า ผู้นั้นจะต้องรักษาศีล ๒ ข้อมิให้ขาด คือ ศีลข้อ ๒ ห้ามขโมย ห้ามทุจริต ห้ามขี้โกงเขาและศีลข้อ ๕ ห้ามดื่มสุราและของที่มึนเมา (เมรัย) ทุกชนิดยันต์จึงจะคุ้มครองผู้นั้น (ไม่เสื่อม) หากผิดศีลใน ๒ ข้อนี้แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ยันต์จะเสื่อม


และ จะให้ยันต์มีผลดีมาก ท่านแนะว่าหากใครมากลั่นแกล้งเรา หรือรู้ว่าจะกลั่นแกล้งเรา มุ่งร้ายทำลายเรา ห้ามโกรธตอบ (ให้อยู่ในอารมณ์ช่างมัน หรืออุเบกขา หรือทำเฉยๆเสียนั่นเอง) แล้วบุคคลนั้นจะได้รับผลกรรมที่ตัวทำอยู่นั่นเอง หมายความว่าเขาแกล้งเราด้วยวิธีใด ก็วิธีนั้นแหละจะลงโทษเขา


๔.หลวง พ่อปานได้ยันต์นี้มาจากยอดธงมหาพิชัยสงครามที่ยอดธงนั้นมียันต์อยู่หลาย ยันต์ (หลายชนิด) ท่านเลือกเอามา ๑ ยันต์ แล้วให้ชื่อว่า ?ยันต์เกราะเพชร?


ผมขออนุญาต ธัมมวิจยะ ดังนี้ : ยันต์นี้ที่มาคือ อิติปิโส ภะคะวา...พุทโธ ภะคะวาติ ซึ่งเป็นการสรรเสริญบูชาความดีพระพุทธองค์ไว้ ๙ ประการ หรือเป็นพุทธานุสสติโดยตรง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้หรือ พุทโธอัปปมาโณนั่นเอง อีกหลายๆจุดที่ทรงตรัสไว้เช่น


๔.๑ บุคคลใดก็ตามที่กำลังจะตาย หากเอาจิตนึกถึงพระพุทธองค์แล้วจะไม่มีทางตกนรก หรือกันนรกได้


๔.๒ บุคคลใดภาวนาพุทโธอยู่ ตถาคตจะส่งฉัพพรรณรังสีมาวนอยู่รอบจิตผู้นั้น ดังนั้น หากใครที่ภาวนาพุทโธตลอดเวลาตถาคตจะส่งฉัพพรรณรังสีมาวนอยู่รอบจิตผู้นั้น ตลอดเวลาเช่นกันเท่ากับกันนรกได้ กันภัยอันตรายทั้งหลายได้ หากไม่เกินกฎของกรรมกำลังให้ผลอยู่ ถึงแม้จะให้ผลอยู่ กรรมหนักก็จะเป็นกรรมเบา มีความสำคัญอยู่ที่กำลังใจของผู้นั้นเอง คือ จิตต้องมั่นคง ไม่สงสัยในความดี ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ เป็นหลักสำคัญ หากจะให้ผมเขียนถึงความดีของพระองค์ คงเขียนไม่มีทางจบได้ จึงเอาแต่ตัวอย่างแค่ ๒ ข้อ


๕. คุณของยันต์เกราะเพชร ท่านรับรองไว้แค่ ๓ ข้อ คือ
๕.๑ จะไม่ตายโหง หมายความว่า จะไม่ตายก่อนอายุขัย
๕.๒ จะไม่ถูกผี คุณคน ป้องกันสรรพอันตรายที่บุคคลทั้งหลายนำมาด้วยวิชาการต่างๆ
๕.๓ จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์ที่มีพิษ เช่น งูพิษกัดเอาเป็นต้น (ผมไม่ขอเขียนรายละเอียด)


สิ่ง ที่ท่านไม่รับรอง คือ เรื่องยู่ยง คงกระพันชาตรี
๕.๔ หลวงพ่อท่านยกตัวอย่างของพระองค์หนึ่งชื่อ ผล เป็นเพื่อนของท่าน ถูกงูเห่ากัด เห็นตัวชัด พิษงูวิ่งขึ้นมาถึงหัวเข่า (มีอาการปวด) แล้วถอยลงไปข้อเท้า เป็นอย่างนั้น ๓ ครั้ง แล้วก็ออกไปปลายนิ้ว และหายไปเลย



และ ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งคือ มีลาวที่คงแก่เรียนสามารถทำวิชาคุณไสยทำร้ายผู้อื่นได้คนหนึ่งผ่านที่วัด ก็ลองดีกับพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อปานท่านใช้ให้ไปช่วยสร้างวัด (ศาลาการเปรียญ) เมื่อพูดไม่ถูกหู พระองค์นั้นก็เกิดวจีกรรมขึ้น (สงครามน้ำลาย) ลาวคนนั้นก็โกรธ อาฆาต พยาบาท จองเวร ครบสูตร เดินหายไปหลังเขา คงไปทำพิธีคุณไสยเพื่อมุ่งร้ายต่อพระที่ทะเลาะกับตน ผลปรากฏว่า ตัวเองผู้ ทำบวมทั้งตัว และร้องครวญครางอยากจะพบพระๆ ชาวบ้านไปพบจึงมาบอก พระ คณะพระที่กำลังช่วยกันสร้างศาลาอยู่๗ ? ๘ องค์ก็พากันไปดู ลาวคนนั้นก็กล่าวขออภัยต่อพระ มีความว่าเขาพยายามจะเสกตะปูเข้าท้องพวกพระ แต่ตะปูมันกลับย้อนเข้าท้องตนเอง จึงขออภัยต่อพระทุกองค์ และขอให้ท่านช่วยเหลือด้วย



ขอ สรุปโดยย่อว่า ที่สุดพระท่านให้อภัย แต่ให้รับสัญญาก่อนว่า เมื่อรักษาให้หายแล้วจะต้องช่วยทำงานให้ท่าน ๑ เดือน (พวกชอบเล่นคุณไสย เขาถือสัจจะ แต่ไม่ถือศีล) ผู้ที่ช่วยลาวได้จริงๆก็คือ หลวงพ่อปาน...หลวงพ่อปานท่านมีแต่เมตตา เมื่อเขากลับตัวเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วเกิดศรัทธาในท่าน ท่านก็ให้เขาหันมาถือศีลแทน แล้วเจริญสมาธิ+เจริญวิปัสสนาต่อไป (ศีล-สมาธิ-ปัญญา) ที่สุดก็บวชพระและได้อภิญญาไปในที่สุด


๖. การเป่ายันต์ ต้องเป่าเฉพาะวันเสาร์ ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ จะเป็นเดือนอะไรก็ได้ เป่าครั้งแรกที่ศาลาพระพินิจ เมื่อวันที่ ๒๐ พ.ย. ๒๕๒๕ ผมได้เคยพิมพ์แจกเป็นธรรมทานไปแล้ว เรื่อง ?พิธีต่ออายุ หลวงพ่อฤๅษี และพิธีปลุกยันต์เกราะเพชร? จึงไม่ขอเขียนรายละเอียด ท่านเป่ายันต์เกราะเพชรรวม ๑๗ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๘ ก.พ. ๒๕๓๕ ที่ศาลา ๑๒ ไร่ มีคนไปเข้าพิธีหลายแสนคน


๗.การ ใช้ยันต์เกราะเพชร ตื่นเช้า ? ให้บูชาพระ ว่า นะโม ๓ จบ ว่าอิติปิโส ๑ จบ ขณะว่าก็ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า หลวงพ่อปานและยันต์เกราะเพชรที่เราไปเข้าพิธีเป่ายันต์มาแล้ว คิดว่ามีเกราะเพชรคลุมตัวเราอยู่ ขณะนั้นก็ว่า อิติปิโสไปจนจบ เวลาจะไปไหนให้ภาวนาพุทโธสัก ๒-๓ ครั้ง พอจิตสงบสบายให้กลืนน้ำลาย ๑ ครั้ง ทำอย่างนี้ ๓ ครั้ง วันนั้นทั้งวันยันต์เกราะเพชรจะคุ้มครองตัวได้ตลอดไป


๘. วัตถุมงคลทุกชนิด ที่หลวงพ่อปานวัดบางนมโคทำพิธีและหลวงพ่อฤๅษีท่านนำมาทำต่อจากท่าน จะเป็นพระ เป็นธง เป็นองค์แก้ว หรือวัตถุอื่นใดก็ตาม ท่านให้ใช้ปลุกด้วยคาถาเดียวกันหมดทั้งสิ้น คือ


ทุก วันให้อาราธนาเป็นปกติ โดยระลึกถึงบารมี (ขออาราธนาบารมี) ของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆกันมา มีหลวงพ่อปานวัดบางนมโค และหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุงเป็นที่สุด แล้วว่าคาถานี้ ?อิทธิ ฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะ เดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่มะอะอุนี้เถิด? หลวงพ่อปานท่านบอกหลวงพ่อฤๅษีว่าเป็นคาถา ?พระร่วง?




วิจารณ์ และข้อเสนอแนะ


ขอสรุปย่อๆ ตามประสบการณ์ที่ได้พบหรือสัมผัสมาด้วยตนเองจากการอยู่ใกล้ชิดกับ หลวงพ่อฤๅษีเกือบ ๒๐ ปี และใกล้ชิดมากอยู่ ๖ ปี ตามที่ได้เขียนเล่าไว้แล้วในหนังสือที่แจกเป็นธรรมทานเล่ม ๒ ?รำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต? หลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง (พระราชพรหมยานมหาเถระ) ในเรื่อง ?หลวงพ่อกับ เหตุการณ์ระหว่างปี ๒๕๑๗ ? ๒๕๒๐? รวม ๔ ตอน พอจะสรุปได้ดังนี้


๑. วัตถุมงคลของหลวงพ่อฤๅษี จะไม่สงเคราะห์คนชั่ว ? คนเลว ? คนอกตัญญู ต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามเรื่องเล่าให้ฟังและได้พบมา
๒. วัตถุมงคล ต้องอาศัยกำลังใจที่มั่นคงด้วย จะช่วยให้มีผลคุ้มครองภัยอันตรายได้เด่นชัด
๓. ศีล เป็นแม่ของพระธรรม ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา ศีลเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา การบวชพระจะต้องรับศีลจากพระอุปัชฌาย์ก่อนทุกองค์ แม้พวกอุบาสก อุบาสิกา จะเข้าสู่พระพุทธศาสนา พระก็ต้องให้ศีลก่อนทั้งสิ้น และพิธีกรรมต่างๆในพระพุทธศาสนา พระก็ต้องอาราธนาศีลก่อนทั้งสิ้น พระ พุทธเจ้าทรงเน้นศีลเป็นตัวหลักสำคัญที่สุดในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา แต่ส่วนใหญ่บุคคลทั่วไปมักไม่ค่อยเข้าใจไปสนใจสิ่งอื่นว่าสำคัญกว่า เช่น พวกติดฤทธิ์ ก็เอากันแต่อิทธิฤทธิ์เท่านั้น เช่น มโนมยิทธิ ทั้งๆที่ ก่อนจะฝึก หลวงพ่อท่านก็ให้รับศีลก่อนทุกครั้งไป ตัวตั้งใจที่จะงดเว้นกระทำความ ชั่ว เป็นหลักสำคัญที่จะทำให้ศีลบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่สักแต่ว่า รับไปตามธรรมเนียมเท่านั้น หากจิตไม่มีเจตนาที่จะงดเว้นทำชั่ว ? พูดชั่ว ? คิดชั่วแล้ว จะรับสักกี่พันครั้ง ศีลก็ยังไม่บริสุทธิ์อยู่ดี ผลจากศีลนี้จึงทำให้มโนมยิทธิไม่ทรงตัว เสื่อมได้ง่ายๆหากศีลบกพร่อง ทำนองเดียวกัน การเป่ายันต์เกราะเพชรหรือรับยันต์เกราะเพชรแล้ว ยันต์จะทรงตัวหรือเสื่อม ก็อยู่ที่ศีลเป็นสำคัญ


๔. หลวงพ่อปานท่านฉลาด ท่านขอไว้ให้รักษาศีลเพียงแค่ ๒ ข้อ คือ ข้อ ๒ ห้ามขี้ขโมย ห้ามขี้โกง ห้ามมือไว เหตุผลก็เพราะท่านรู้ว่า หมู่บ้านใด ซอยใด หากมีขโมยแม้เพียงรายเดียว หมู่บ้านนั้น คนในซอยนั้น ก็นอนไม่เป็นสุขแล้ว เพราะกลัวห่วงของจะหายและห้ามศีลข้อ ๕ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะหากหมู่บ้านใด ซอยใดมีคนเมาแล้วอาละวาด ด่า ส่งเสียงดัง ก่อการวิวาทกับผู้อื่นจากการขาดสติสัมปชัญญะเหมือนคนบ้า คนในหมู่บ้านนั้น ซอยนั้นก็เดือดร้อน หากสามารถรักษาศีล ๒ ข้อนี้ได้ทรงตัว ศีลข้ออื่นๆก็จะเกิดขึ้นเอง หรือหากมีเจตนาที่จะงดเว้น ก็จะทำได้ง่าย ผมเขียนข้อนี้ละเอียดหน่อยก็เพื่อให้ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วไปคิดพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง จึงจะเกิดผลดี มิได้เขียนให้อ่านแล้วเชื่อ แต่ต้องการให้รู้ เพราะตัวเชื่อหรือศรัทธาโดยขาดปัญญา แล้วสัญญาหรือความจำของท่าน ก็เป็นอนิจจังได้ง่ายๆ แต่หากท่านเอาไป พิจารณาและใคร่ครวญที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา (ตัวรู้คือตัวปัญญาและรู้ได้เฉพาะตนด้วย พระพุทธศาสนามิได้สอนให้เชื่อ แต่สอนให้รู้ได้ด้วยตนเอง เท่ากับสอนให้คนเป็นคนฉลาด มีเหตุมีผล ไม่งมงายและโง่เพราะขาดเหตุผล)


๕. มีบุคคลท่านหนึ่ง หลวงพ่อฤๅษีท่านทักว่ามียันต์เกราะเพชร เกาะเป็นเพชรทั้งตัว เห็นได้ชัดที่กระดูกทั่วตัว เพราะท่านไม่เคยขาดการเข้าพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรเลยแม้แต่ครั้งเดียว ใน ๑๗ ครั้งที่หลวงพ่อท่านทำพิธี บุคคลผู้นั้นคือที่ไม่บอก เพราะบอกแล้วก็เท่ากับผมเอาทุกข์ไปเพิ่มให้ท่านโดยไม่จำเป็น เพราะจะมีพวกมีความ อยากเกินพอดี หรือมีความทะยานอยาก ซึ่งเป็นตัวตัณหา ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ใจและกายโดยตรง


คนส่วนใหญ่เข้า ใจผิด จึงคิดเหมาเอาเองว่า ใครมีความอยากแล้วจัดเป็นตัณหาทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด คนทุกคน ต้องมีอารมณ์อยากด้วยกันทั้งสิ้น ห้ามไม่ได้หรอก เพราะเป็นอารมณ์ปกติธรรมของจิต พระพุทธองค์ทรงทราบดี จึงแยกความอยากออกเป็น ๒ อย่าง คือ



๕.๑ อยากดี คือ คิดดี-พูดดี-ทำดี ท่านชมว่าเป็นผู้เจริญ คือ ธัมมะกาโม ภวังโหติ เช่น อยากทำทาน อยากรักษาศีล อยากเจริญสมาธิ-ปัญญา หรือ
สมถะ วิปัสสนา อยากไปพระนิพพาน เป็นต้น ล้วนเป็นอยากดีทั้งสิ้น
๕.๒ อยากเลว คือ คิดชั่ว-พูดชั่ว-ทำชั่ว เช่น อยากไปยิงนก ตกปลา อยากได้ของของผู้อื่นเขาโดยมิชอบ อยากมีเมียหลายๆคน อยากมีแฟนมากๆ อยากหลอกผู้อื่นเขาให้หลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง อยากดื่มสุราเมรัย เป็นต้น แม้อยากกินอาหารเพราะติดในรสของอาหาร ติดในชื่ออาหาร ติดร้านอาหารเพราะทำอร่อย ล้วนเป็นความอยากเกินพอดีเรียกว่า ทะยานอยากซึ่งเป็นตัวตัณหาหรือสมุทัยโดยตรง กรุณาใช้ปัญญาด้วย อย่าเที่ยวกล่าวหาหรือติผู้อื่นโดยไม่ติตนเอง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ถูกตรงในพระพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงต้องการให้สาวกของ พระองค์ปฏิบัติ (อัตนา โจทยัตตานัง) แต่ส่วนใหญ่พวกเรากลับปฏิบัติตรงกันข้ามกับที่พระองค์สอน พระธรรมข้อนี้ละเอียดอ่อนมาก ขอเขียนไว้ย่อๆเพียงแค่นี้


ผม ขอจบเรื่องยันต์เกราะเพชรไว้เพียงแค่นี้ โดยขอเน้นข้อ ๗ การใช้ยันต์เกราะเพชรเป็นหลักปฏิบัติเป็นสำคัญ เป็นประการแรก ประการที่ ๒ ก็เพราะหากเขียนยาวเกินไป คนก็ขี้เกียจอ่านเป็นธรรมดา เพราะอารมณ์ขี้เกียจ คือ อารมณ์หลง หากใครตัดอารมณ์ขี้เกียจได้เด็ดขาด ผู้ นั้นก็จบกิจในพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์ทุกท่าน


ผม ขออาราธนาบารมีของพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อันหาประมาณมิได้ จงช่วยสงเคราะห์ให้ผู้อ่านบทความนี้แล้วนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จงโชคดีทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยกันทุกท่านเทอญ.


คัดลอกจากหนังสือ
?ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น? เล่ม ๓
พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม
มโนมยิทธิเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน โปรดอย่าเชื่อในทันทีตามกฏกาลามสูตร โปรดใช้ปัญญาพิจารณาในการอ่าน
-------------------------------------------------
นิพพานัง ปรมัง สุขขัง

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 2012-1-28 20:00 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
กำหนดการเป่ายันต์เกราะเพชร ปี 2555 ที่วัดท่าขนุนครับ

๒๘ มกราคม
บวงสรวงไหว้ครูประจำปีและเป่ายันต์เกราะเพชร

๒๓ มิถุนายน
บวงสรวงไหว้ครูประจำปีและเป่ายันต์เกราะเพชร

๒๐ ตุลาคม
บวงสรวงไหว้ครูประจำปีและเป่ายันต์เกราะเพชร

แสดงความคิดเห็น

jiraya-know  อนุโมทนาครับ ... สาธุ สาธุ สาธุ  โพสต์เมื่อ 2012-2-20 14:08
jeab  อนุโมทนาด้วยค่ะ  โพสต์เมื่อ 2012-2-2 14:26
Dang88  อนุโมทนาครับ  โพสต์เมื่อ 2012-1-30 17:33
akp07  อนุโมทนาครับ  โพสต์เมื่อ 2012-1-30 10:03
Kook  ขออนุโมทนาครับ หายไข้ยังครับ  โพสต์เมื่อ 2012-1-29 14:07
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2012-1-29 14:08 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ทั้งสองท่าน

แสดงความคิดเห็น

titapoonyo  55 หายแล้วครับ แต่วันนี้ปวดเมื่อยทั้งวันเลยครับ ^^  โพสต์เมื่อ 2012-1-29 16:23

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2012-1-30 16:22 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
มีภาพบรรยากาศงานเป่ายันต์เกราะเพชรวัดท่าขนุนมาให้ชมกันแล้วครับ มีภาพใครในงานบ้างครับมาเล่าสู่กันฟัง

ตามลิ้งค์ http://www.watthakhanun.com/webb ... p?p=85355#post85355

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 2012-2-1 12:08 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
พี่สาวครับ ผมสงสัยอย่างนึง
ที่ว่าห้ามศีล2ข้อคือ ข้อ 2 และ 5 โดยข้อ 5 นี่รวมถึงอาหารที่ผสมแอลกอฮอร์ด้วย
พวกเบเกอรี่ คุกกี้ อาหารฝรั่ง อาหารจีน บางครั้งเขาก็ผสมพวกไวน์เข้าไป
เกิดกินเข้าไปก็เท่ากับว่ายันต์ก็จากไปด้วย แบบนี้คนก็จะระแวงว่าอาหารนี้กินแล้วยันต์จะหายมั้ย
ระแวงทุกครั้งที่จะกิน ผมดูแล้วเหมือนกับคนกลัวการฆ่าสัตว์ที่ระแวงว่าเวลาเดินจะเหยียบมด แมลง
เกิดตายตอนระแวงก็หมดกันพอดี  

โดยส่วนตัวผมรับยันต์มา3ครั้งแล้ว และผมไม่ได้กังวลกับเรื่องอาหารที่มีแอลกอฮอร์เจือปน
แต่คนอื่นๆผมไม่รู้เหมือนกัน แต่คงมีคนคิดแบบข้อความข้างบนบ้างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Dang88  ผมว่า มันก็ขึ้นอยู่กับเจตนา เหมือนกันนะครับ..^_^  โพสต์เมื่อ 2012-2-1 13:02

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2012-2-1 13:59 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย rehacked เมื่อ 2012-2-1 12:08
พี่สาวครับ ผมสงสัยอย่างนึง
ที่ว่าห้ามศีล2ข้อคือ ข้อ  ...

พี่ก็คิดเหมือนกันนะ พี่ว่าของบางอย่างถ้าเรารู้ว่ามันผสมแอลกอฮอร์แน่ๆ เราก็ไม่กิน แต่ไอ้ที่ไม่รู้ แล้วมันก็ไม่มีกลิ่นให้รู้ด้วย แบบว่าผสมน้อยๆจนไม่ออกกลิ่นให้รู้ พี่ว่ามันไม่น่าจะผิด เพราะว่าเราก็ไม่ได้เจตนาที่จะผิดศีล ไม่งั้นก็วิตกตลอดเวลา ไอ้โน่นก็กินไม่ได้ ไอ้นี่ก็กินไม่ได้ ทำอาหารกินเองอยู่กับบ้านละกัน แต่เอาจริงๆเราก็ทำไม่ได้หรอกจริงไหม พี่ว่าน่าจะขึ้นอยู่กับเจตนาด้วยนะ คงไม่ใช่ว่าจะเสื่อมกันง่ายๆเพราะดันเผลอไปกินอาหารที่เขาผสมเหล้าหรอกนะ (ในกรณีที่ไม่รู้จริงๆนะ แล้วก็ไม่มีกลิ่นให้รู้ด้วย)

อย่างเมนูอาหารบางอย่างที่ปกติมันไม่ต้องผสมเหล้าก็ได้ แต่บางคนก็ดัน ดจร ผสมเข้าไปด้วยนิดหน่อย เราเผลอกินเข้าไปโดยที่ไม่รู้ แล้วเสื่อมทันทีก็แย่อ่ะดิ ใครจะไปรู้ว่าดันมีเหล้าผสมอยู่ พี่ว่าอันนี้อยู่กับเจตนาเรามากกว่า คิดมากไปก็ปวดตับ เดินทางสายกลางดีที่สุด ถ้ากลัวว่ายันต์จะหาย พอเขามีพิธีเป่า ก็รับซะทุกครั้งเลยก็สิ้นเรื่องไป ฮา ถ้าไม่เสื่อมก็เท่ากับเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอีกเยอะๆ นี่ก็กะว่าถ้ามีอีกแล้วไม่ติดธุระ ก็รับไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็คือได้นั่งสมาธิทำจิตให้สงบในวันนั้น อย่าคิดไรมาก ยังไงสุดท้ายก็ตายอยู่ดี ความตายเป็นของเที่ยง

แสดงความคิดเห็น

rehacked  ขอบคุณคร้าบบ   โพสต์เมื่อ 2012-2-1 16:16
มโนมยิทธิเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน โปรดอย่าเชื่อในทันทีตามกฏกาลามสูตร โปรดใช้ปัญญาพิจารณาในการอ่าน
-------------------------------------------------
นิพพานัง ปรมัง สุขขัง

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 2012-2-1 15:35 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย akp07 เมื่อ 2012-2-1 15:38

รับยันต์เกราะเพชรแล้วเผลอไปกินอาหารที่มีส่วนผสมของเหล้า
ถาม : .............................................

ตอบ: เรื่องของยันต์เกราะเพชร ถ้าหากว่าเป็นแอลกอฮอล์ทั่วๆ ไป คนเคยกิน ปฏิกิริยาจะน้อยหรือไม่มีเลย แต่ถ้าเป่ายันต์ไปนี่เจอแอลกอฮอล์เข้าไปจะร้อนฉ่าไปทั้งตัว บอกให้ชัดๆ เลยตอนนี้ไปแล้ว อาการจะมีชัดเลย

ถาม : (ไม่ชัด)

ตอบ: ทำยังไงก็ได้จ้ะ ไม่มีใครว่าอะไร จะจุดบูชาพระก็ได้ แต่น่าเสียดาย เพราะว่าของมีคุณค่ามากกว่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ พระท่านสอนให้เราอยู่อย่างมีสติ เพราะฉะนั้นอย่าไปเผลอ เผลอเมื่อไหร่ไปเมื่อนั้น

ถาม : ก็ไม่รู้

ตอบ: จ้ะ ก็เจ้าน้ำไง เขาบอกว่าไปกินบาร์บีคิว แล้วรู้สึกมันร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ก็เลยคิดว่าตัวเองคงหิวมาก จึงมีปฏิกิริยาอย่างนั้น กินไปกินมาพักหนึ่ง เพื่อนข้างๆ บอกมึน เขาใส่เหล้าเยอะจัง ก็เลยเพิ่งจะรู้

ถาม : เขากินน้ำ คิดว่าเพื่อนใส่

ตอบ: ไอ้นี่ไม่ใช่ เขาเอาประเภทแช่...หมักกับเหล้า แล้วเอามาเสียบย่าง ปรากฏว่าล่อแอลกอฮอล์ไปเต็มๆ

ที่ท่านอนุญาตให้มีอย่างเดียว ก็คือยาที่ผสมตามสูตร อาจจะผสมยาน้อยเหล้าเยอะยังไงก็ได้ แต่ว่าต้องกินตามนั้นจริงๆ อย่างเช่นว่า ถ้ากินครั้งละถ้วยตะไล ก็ไม่ใช่เราไปฟาดครั้งละ ๓ แก้วรวด มันต้องรักษาตามที่กำหนดมา ถ้าเป็นยาไม่ว่ากัน

ถาม : ถ้าไม่รู้ ?

ตอบ: พูดง่ายๆ ว่ากินยาพิษไม่รู้ก็ตาย ไม่ต้องอ้าง เริ่มต้นกันใหม่ ถึงได้แจกผ้ายันต์เกราะเพชรไป ติดตัวอยู่อาจเผลอทำหายได้ แต่ว่าถ้าหากเผลอไปกินเหล้า ถึงเวลาเรามาตั้งใจสวดมนต์ขอท่านคุ้มครองใหม่ได้ ยันต์เกราะเพชรติดตัวอยู่ยังไงก็ไม่หาย แต่ถ้าเผลอกินเหล้าไป ได้คนละอย่าง

เดี๋ยวนี้ก็แย่ อาหารก็ใส่เหล้ากันมาก ช็อกโกแลตก็มีไส้บรั่นดี ไอศกรีมรสรัม มีอยู่เที่ยวหนึ่งยายแดงกินแล้วมันสะใจมาก ระวังนะจ๊ะรัมเหล้าแท้ๆ เลย มีช่วงหนึ่งที่ประเทศสหรัฐฯ มีการจับเหล้าเถื่อน พวกขนเหล้าเถื่อนเขาเลยเรียกว่า ?rum runner? พวกวิ่งเหล้ารัม ถึงเวลาก็ขนเข้าทางทะเล มีการจับกัน ทุบทำลายซะ

หมอเพชร เป็นหมอฟัน- เพชรไพฑูรย์ บอกว่าหลวงพี่ครับ ผมตั้งใจภาวนาตั้งแต่ตอนบวงสรวง ๗ โมงครึ่ง อาการก็เหมือนกับเป่ายันต์ทุกอย่าง ก็บอกอ้าว! อันนั้นก็พระท่านทำนี่ ในเมื่อพระท่านทำ ถ้าเราตั้งใจรับ อาการก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะว่ายันต์เกราะเพชรก็คือพุทธานุภาพอยู่แล้ว ส่วนตาเก้าวิ่งมาจากญี่ปุ่น มาถึงเมื่อวานนี้ บอกว่า เมื่อวานตอนเช้ายังอยู่ญี่ปุ่นเลย บอกว่าเขามีงานประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์โลกที่จุฬาฯ นักวิชาการจากญี่ปุ่นมาเยอะมาก สมเด็จพระเทพฯ ที่เป็นองค์ประธานก็เลยขอให้เขามาเป็นล่าม เขาบอกว่าเขากับพรรรคพวกรวบรวมกันรับตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น บอกว่ามีอาการประเภทที่ว่าชัดเลย แสดงว่าได้จริงๆ ตั้งใจรับด้วยความเคารพ




สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนธันวาคม ๒๕๔๕(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
http://board.palungjit.com/f61/% ... 0%B8%B2-196061.html

ปล.ที่ผมเคยเป็นมันอาการออกเลยอ่ะครับร้อนวูบวาบแล้วก็เหมือนมีลมออกทางผิวหนัง

แสดงความคิดเห็น

jeab  โมทนาด้วยค่ะ  โพสต์เมื่อ 2012-2-2 14:31

Rank: 8Rank: 8

โพสต์เมื่อ 2012-2-1 15:59 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย akp07 เมื่อ 2012-2-1 15:35
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย akp07 เมื่อ 2012-2-1 15:38

รับยันต์เกรา ...

เอาง่ายๆ อย่าไปคิดอะไรมากว่า สุดท้ายก็ตายแค่นั้นแหละ

แสดงความคิดเห็น

akp07  ครับผม  โพสต์เมื่อ 2012-2-1 16:11
มโนมยิทธิเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน โปรดอย่าเชื่อในทันทีตามกฏกาลามสูตร โปรดใช้ปัญญาพิจารณาในการอ่าน
-------------------------------------------------
นิพพานัง ปรมัง สุขขัง

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2012-2-13 07:24 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตั้งแต่เป่ายันต์เกราะเพชรมาค่ะ โดยปกติแล้วสวดมนต์เสร็จจะนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันค่ะ มีวันหนึ่งนั่งสมาธิ มีอาการคล้ายๆ เหมือนการจุดพุลที่ทำจากโองดินเล็กๆ ฟูกระจายวิ่งออกทางศรีษะค่ะ วิ่งเร็วมาก ตกใจมากเลยค่ะ ไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน เหมือนมีสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำให้ตอนนี้มีอาการใจเย็นมากขึ้นค่ะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจค่ะ ว่าอาการที่เป็นเข้าหรือออกกันแน่ แฮ่ แฮ่ งงๆๆๆๆ
:: เดินไปข้างหน้า..มุ่งหน้าสู่พระนิพพาน ::

Rank: 6Rank: 6

โพสต์เมื่อ 2012-4-7 00:09 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เอ่อ...พึ่งเข้าใจแจ่มแจ้ง (โง่อยู่ตั้งนาน) ว่าที่พี่สาวเอามาบอกว่า การเป่ายันต์เกราะเพชรเป็นตำราพระร่วง หมายถึง หลวงพ่อเป็นคนเขียนตำรานี่เอง พึ่งนึกได้จากเรื่องจริงอิงนิทาน ว่า หลวงพ่อเคยเกิดเป็นพระร่วงโรจน์ฤทธิ์ นี่นา 55

ขอน้อมกราบหลวงพ่อขอรับ...
นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

รูปแบบข้อความล้วน|OurMaNoMaYitTi.com

GMT+7, 2014-11-23 11:17 , Processed in 0.040653 second(s), 11 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.