OurMaNoMaYitTi.com

 

   

ค้นหา
ดู: 3285|ตอบ: 14
go

คาถาเงินล้าน  

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย James เมื่อ 2011-4-5 09:53

คาถาเงินล้าน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
สัมปะจิตฉามิ (คาถาไล่ ? สะท้อน คุณไสย)
นาสังสิโม พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ, (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุ เม, (คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม, (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ, วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้ผลเร็ว)
เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ
(บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ที่มา
ก่อนที่อยู่วัดท่าซุงนะ ฉันอยู่กระต๊อบ เงินร้อยก็หายากสำหรับเงินทำบุญ คาถาวิระทะโย ก็ทำเรื่อยๆ ไป ต่อมาท่านก็มาหา ก็บอกว่าคาถาบทนี้นะที่เขาทำพระวัดพนัญเชิงองค์แรก มีเจ้าอาวาสองค์แรกท่านไปนั่งกรรมฐาน และเสกด้วยคาถาบทนี้ สามปี ท่านให้ดูตัวอย่างวัดพนัญเชิง เงินขาดไหม ฉันก็ทำมาเรื่อย

มาอีกปีหนึ่ง กำลังบวงสรวง ท่านบอกว่า ?คาถาบทนี้ เป็นคาถาเงินแสนนะ? ก็ใช้คาถาบทนั้น มาประมาณครึ่งปี คนมาทอดกฐินผ้าป่า ได้เงินเป็นแสน นี่เห็นชัดนะ แล้วต่อมาอีกปีหนึ่ง ท่านบอกว่า ?คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินล้านนะ? ให้ว่าต่อเนื่องกันไปแล้วไปลง ?คาถาวิระทะโย? ต่อมาก็จริงๆ เพราะปี ๒๗ ก็ใช้เงินล้าน เป็นเดือน ซึ่งไอ้อย่างนี้เราก็คิดไม่ออก ต้องค่อยๆ ใจเย็นๆ

เวลาว่าไป อย่าไปว่าหวังเอาลาภ คือต้องภาวนาด้วยนะ ถ้าทางที่ดีเวลาภาวนากรรมฐาน พอจิตสบายนะ ต่อเลย เพราะเวลากรรมฐานนี่ จิตเป็นฌาณใช่ไหม เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาฝึกมโนมยิทธิออกไปให้ได้นั้น ออกไปเดี๋ยวเดียวก็ได้ออกไปได้ นี่จิตเป็นฌาณ ๔ เข้าเขตพระนิพพาน ได้จิตสะอาดถึงที่สุด กลับลงมาด้วยคาถาบทนี้เลย มากน้อยก็ช่างให้หลับไปเลยคือ ถ้าจิตสะอาดมาก ผลก็เกิดเร็ว

ก็สงสัยเหมือนกันนะ เมื่อปี ๒๖ ท่านบอกว่าปี ๒๗ มีอะไรบ้าง ก็ตุนๆ ไว้บ้างนะ ๒๘ จะเครียดมาก การค้าของใคร ถ้าทรงตัวได้ ก็ถือว่าดีไว้ก่อน อันนี้ท่านบอกว่า ?ถ้าลูกเราจะจน ก็จนไม่เท่าเขา?

ถ้าพูดถึงผล ฉันก็นั่งดูเรื่อยๆ มาว่า เอ๊ะ! เงินแสนมันจะมีมาอย่างไร ภายในปีนั้นปรากฏว่าสมัยนั้นวัดต่างๆ เขายังไม่ถึงหมื่นเลย แล้วต่อมาคาถาเงินล้านก็ต้องว่าต่อ เพราะต่อไปข้างหน้าต้องใช้เงิน

พระพุทธเจ้าบอกนี่ ต้องเชื่อ ต้องใจเย็นๆ ไม่ใช่ไปเร่งรัด ถ้าไปว่าแล้วคิดว่าเราต้องรวยนี่เสร็จ พัง ต้องว่าด้วยจิตเคารพนานหลายปี ท่านไม่ยอมเปิดกับใคร ก่อนจะเข้าถึงดี มันต้องเครียด ไอ้ปี ๒๘ ความจริงมันน่าจะดี แต่ไปๆ มาๆ ก็มีจุดสะดุด จุดสะดุดนี่เป็นชะตาของชาติ แต่ยังไงๆ ก็ต้องไปเจอะจุดรวยแน่

ถ้าพวกนี้รวยนะ วัดท่าซุงไม่เป็นไร คือว่าหนี้นี่นะ? อย่าคิดว่ามันโจ๊ะกันได้ เมื่อปี ๓๐ นะ มันเกิน ค่าใช้จ่ายเดือนละ ๒ ล้านเศษ อันนี้ต้องคิด เดือนนี้ก็ตกเกือบ ๓ ล้าน คือ ๒ ล้าน ๙ แสนเศษ

ตอนนี้ท่านให้ฉันเขียนโครงการที่จะทำให้เสร็จในปี ๓๐ โครงการของท่านจริงๆ มีมาก ท่านย่าก็เคยบอก ท่านบอกว่า ?ท่านไม่บอกคุณตรงๆ หรอก ท่านรู้ใจคุณ ถ้าบอกโครงการทั้งหมด คุณไม่ทำแน่?

พระพุทธเจ้าก็รู้คอนะ ไปๆ มาๆ ท่านให้นั่งเขียน ตามนี้นะ ๑๒ รายการ ให้เสร็จ ภายในปี ๓๐ เลย คิดว่าเงินที่ต้องใช้เป็นล้านๆ รายการมากนะลูก ถ้าหากจะถามว่า ๑๐ ล้านพอไหม ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้ครึ่งหลัง ที่ท่านสั่งทำหรอก

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
วันนั้นก็ขึ้นไปที่กระต๊อบฉัน ไปถึงกระต๊อบ ก็ปรากฏว่าสมเด็จองค์ปัจจุบัน ท่านประทับอยู่ที่นั่น และท่านพระเจ้าแม่ให้นามว่า ?มัทรี? หรือ ?พิมพา? ไปที่อเมริกา ท่านบอก ?ฉันแม่คุณเหมือนกัน ฉันเคยเป็นแม่คุณ? ถามว่าชื่ออะไร ?ชื่อมัทรี? แล้วคุมมาตั้งแต่อเมริกา เวลานี้ก็ยังคุมอยู่ ก็ไปกราบเรียนถามท่านว่าคำสั่งที่สั่งให้ทำมันเกินวิสัย แค่อาคาร ๓๐๐ ห้องจาก พ.ศ. นี้ไปจนถึง ๓๐ มันก็เสร็จยากเหลือเกิน และอีกหลายรายการ มันก็ใหญ่ทั้งนั้น ท่านแม่มัทรีก็บอกว่า ?เอาอย่างนี้ซิลูก ขออำนาจพระพุทธานุภาพ? ก็เลยหันไปกราบพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า ?ได้ ฉันต้องช่วยเธอ?

แล้วต่อมา เดินเล่นในบริเวณกระต๊อบของฉันเล็กๆ มันมีถนนหนทางใช่ไหม ก็ปรากฏว่าเดินไปเดินมา สมเด็จองค์ปฐมก็เสด็จมาเดินด้วย ท่านบอกว่า ?สภาพของพระนิพพานมันเป็นอย่างนี้นะ คนที่ถึงพระนิพพานแล้ว กิจอื่นที่ทำ ไม่มี มันเป็นอย่างนี้นะ เวลานี้เราเดินกลางบริเวณ พวกเราทั้งหมดลองนั่งดูซิ มันจะมีอะไรไหม? ที่มันเป็นที่นั่งไม่มีเลย พอนั่งปุ๊บไอ้เตียงตั่งมันเสือกมาได้อย่างไร ก็ไม่รู้ เลยคุยไปคุยมา ท่านก็เลยบอกว่า ?งานที่ฉันสั่งต้องเสร็จทัน ๓๐?

ท่านย่ากับแม่ศรีก็ขึ้นไป ท่านย่าบอกว่าอำนาจพุทธานุภาพก็มีแล้ว สังฆานุภาพก็มีแล้ว พรหมานุภาพกับเทวานุภาพก็ช่วยแล้ว แต่ว่าถ้าบรรดาลูกหลานมันยากจน และปี ๒๘ มันจะเครียด ขอพรพระพุทธเจ้าขอคาถาสักบท (ที่ท่านให้ฉันไว้นี่) ขอให้ลูกๆ หลานๆ ใช้เถอะ ให้อนุมัติ ความจริงคาถาเฉพาะนี่ จะให้ใครไม่ได้เลย ท่านก็เลยบอกว่า ?ถ้าอย่างนั้นไปพิมพ์แจก และก็ให้มันทำด้วยความเคารพ?

ฉันไม่ยืนยันว่าคนที่ไม่เคารพฉันจะมีผล จำให้ดีนะ จึงขอให้ทุกคนถ้าได้รับคาถานี้ ให้ตั้งใจปฏิบัติด้วยความจริงใจด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า ต่อนี้ไปก็อ่านคาถาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน และให้ทุกคนตั้งใจนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าคาถาทั้งหมดนี้จงปรากฏอยู่ในจิตของเรา ลาภผลต่างๆ ให้ปรากฏแก่เราตามที่พระองค์ทรงต้องการนะ นึกถึงท่านนะ

สัมปจิตฉามิ คาถาสนองกลับ

นาสังสิโม คาถาพระพุทธกัสสป

บทแรก ?พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ? อันนี้ตัดอุปสรรคที่ลาภจะมา แต่เขามาบอกว่ามีผลแน่นอน คือว่าแกจะไม่ยอมให้ลูกแกจน พูดง่ายๆ ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันบอกว่าให้หมด

บทที่สอง ?พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม? คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินแสนของท่าน

บทที่สาม ?มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม? บทนี้เป็นคาถาปลุกพระวัดพนัญเชิง

บทที่สี่ ?มิเตพาหุหะติ? เป็นคาถาเงินล้าน

บทที่ห้า ?พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม? เป็นคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

บทที่หก ?สัมปติฉามิ? บทนี้เป็นบทเร่งรัดบทสุดท้าย

บทที่เจ็ด ?เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ? พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบอกหลวงพ่อ เมื่อ พ.ย. ๓๓ เป็นภาษาโบราณ แต่เทียบกับภาษาไทย อ่านได้อย่างนี้ เป็นคาถามหาลาภ มีผลยิ่งใหญ่มาก ทั้งหมดนี้ต้องสวดเป็นบทเดียวกัน บูชาเรื่อยๆ ไป การบูชา ถ้าบูชาเฉยๆ มันเป็นเบี้ยต่อไส้ อย่าลืมนะ เวลาสวดมนต์ แล้วให้สวดคาถานี้ ๙ จบเท่าเดิมนะ และเวลาภาวนานอนภาวนาก็ได้ ว่าเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งหลับไปเลย ตื่นขึ้นมา ต่อจากกรรมฐาน นอนก็ได้ ใจสบายๆ นะ บางทีเผลอๆ ฉันก็ต้องว่าของฉันเรื่อยๆ ไป คาถาเงินล้านนี่มาให้เมื่อปีฝังลูกนิมิต ท่านบอกว่างานข้างหน้าจะหนักมาก หลังจากนี้เป็นต้นไป เงินจะใช้มากกว่าสมัยที่สร้างโบสถ์ อย่าลืมนะ? เวลาว่างๆ นั่งนึกก็ได้เดินไปก็ได้ ไม่ห้ามเลยนะให้มันติดใจอยู่อย่างนั้น ให้ถือว่าเป็นกรรมฐานไปในตัวเสร็จ เพราะคาถาที่พระพุทธเจ้าบอกทุกบท ก่อนจะทำ ต้องนึกถึงท่าน ถือว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน

หมายเหตุ คัดมาจากหนังสือ ?สมบัติพ่อให้? ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ประสบการณ์ของผู้ที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อที่ได้รับผลในปัจจุบันนี้
ผู้ถาม: "หลวงพ่อครับ ผมก็คิดเรื่องการเรื่องงานเป็นประจำเลยครับ ทีนี้อยากถามว่ากรรมฐานบทไหนที่ทำให้ค้าขายดีครับ..?"

หลวงพ่อ: "อ๋อ... ก็บทค้าขายราคาถูกซิ เขาขายหนึ่งบาท เราขายห้าสิบสตางค์ รับรองพรึบเดียวหมด บทนี้ดีมาก เพราะเมตตาบารมีไงล่ะ"

ผู้ถาม: "โอ้โฮ... ตรงเปี๊ยบเลยหลวงพ่อ..."

หลวงพ่อ: "ยังมีอีกนะ ถ้าบทที่สองดีกว่านี้อีก จาคานุสสติ แจกดะเลย"

ผู้ถาม: (หัวเราะ) "โอ... บทนี้น่ากลัวจนแย่เลย"

หลวงพ่อ: "ไอ้เรื่องค้าขายดีมีคาถาตกอยู่บทหนึ่ง"

ผู้ถาม: "เดี๋ยวผมขอจดก่อนครับ"

หลวงพ่อ: "ไม่ต้องจดหรอก คาถามหาโต๊ะ มหาโต๊ะนี่สมัยนั้นบวชด้วยกัน มีโยมคนหนึ่งแกหาบข้าวแกงมาขาย หาบไปตั้งแต่เช้ากลับมาบ่าย มันก็ไม่หมด

วันหนึ่งมหาโต๊ะยืนล้างหน้าอยู่ที่หน้าต่างแกก็บอก
"ท่านมหา มีคาถาอะไรดีๆ ทำน้ำมนต์ให้ทีเถอะจะได้ขายหมดเร็วๆ"
มหาโต๊ะแกไม่ใช่นักคาถาอาคมกะเขานี่ ก็นึกไม่ออก แต่ไอ้นี่น่าจะดีว่ะ "อนัตตา" แกนึกในใจนะ แกไม่ได้บอก แกก็เอาน้ำล้างหน้าพรมๆ ยายนั่นแกก็กลับไป พอสายๆ แกก็กลับ ปรากฏว่าหมด"

ผู้ถาม: "อะไรหมดครับ...?"

หลวงพ่อ: "ของหมด ข้าวแกงหมด แต่หม้อยังอยู่ หาบยังอยู่และคนหาบก็ยังอยู่ แหม... นี่ต้องให้อธิบายให้ละเอียดเลยนะ"

ผู้ถาม: (หัวเราะ) "คือสงสัยครับ"

หลวงพ่อ: "ก็เป็นอันว่าวันต่อมา โยมคนนั้นแกก็มาหาเรื่อยๆ แกก็สังเกตมหาโต๊ะ ในที่สุดมหาโต๊ะต้องทำน้ำมนต์ด้วยคาถาบทนี้เอาไว้ที่บูชา แกก็ไปขายหมดทุกวัน ก็แปลกเหมือนกันเพราะจิตตรงใช่ไหม... อนัตตานี่ เขาแปลว่าสลายตัวไงล่ะ"

ผู้ถาม: "ลูกหลานเอาไปใช้ได้ไหมครับหลวงพ่อ...?"

หลวงพ่อ: "ปู่ย่าตายายก็ใช้ได้"

ผู้ถาม: (หัวเราะ) "แล้วคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ใช้ได้ไหมครับ...?"

หลวงพ่อ: "ความจริงคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของเขาก็ดี เขาขายของแล้วก็พรมตั้งแต่ตอนเช้า ถ้าตั้งร้านก็พรมหน้าร้านตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนล้างหน้านั่นแหล่ะ ทำตอนนั้น เอาน้ำล้างเสกด้วยคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เสกแล้วพอล้างหน้าเสร็จก็พรม ตอนพรมก็ว่าไปด้วยนะ"

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ผู้ถาม: "บางคนก็บอกว่าถ้าว่าคาถา มหาปุญโญ มหาลาโภ ภวันตุ เมฯ ก็จะมีลาภมาก..?"

หลวงพ่อ: "มหาปุญโญฯ เป็นคาถาเสกพระวัดพนัญเชิง เจ้าอาวาสวัดนั้นรูปร่างผอมดำ นั่งเสกด้วยคาถาบทนี้ ๓ ปี ฉะนั้นวัดนั้นจึงมีลาภมาก แล้วต่อมาสมเด็จหรือใครก็ไม่ทราบ ถามว่าเสกด้วยคาถาอะไร ท่านบอกว่าเสกด้วยคาถา มหาปุญโญ มหาลาโภ ภวันตุ เมฯ แล้วท่านก็บอกให้ต่อด้วยคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า มีอยู่รายหนึ่งชื่อนายแจ่ม เปาเล้ง บ้านอยู่อำเภอดำเนินสะดวก แกเป็นคนจน ทำสวนอยู่ที่บางช้าง ปลูกพริกขายเป็นอาชีพ เพราะอาศัยความจนของแก จึงได้เป็นหนี้เป็นสินเขาอยู่ตั้ง ๒ หมื่น (นี่พูดถึงเงินในสมัยนั้นนะ เดี๋ยวนี้เป็นเงินเท่าไรก็คิดกันดู) ตาแจ่มจึงมาขอเรียนคาถาพระปัจเจกโพธิ์ เมื่อได้ไปแล้ว วันๆ ไม่ได้ทำอะไรนอกจากท่องแต่คาถาอย่างเดียว นั่งทำอยู่ทั้งวันทั้งคืน ข้างฝ่ายลูกเมียของตาแจ่มก็ดีแสนดี ไม่ยอมให้แกทำอะไรเหมือนกัน นอกจากท่องคาถา

"คาถาบทนี้ เขาทำแล้วรวยนี่ ต้องให้มันรวยให้ได้" ลูกเมียแกว่าอย่างนั้น

ตาแจ่มแกคิดจะเอาอย่างนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร นั่นแหล่ะ? ทีนี้ พอพริกออกดอกออกผลขึ้นมาจริงๆ ตาแจ่มก็คิดจะขายพริกละ ไอ้พริกของคนอื่นนะ งามสะพรั่ง มีพริกเยอะแยะ มองดูหนาทึบไปหมด ส่วนพริกของตาแจ่มพิเศษกว่าเขา มียอดหงุกๆ หงิกๆ เม็ดก็บางตา มองดูโปร่งๆ ดูท่าทางแล้วเห็นจะขายได้ไม่กี่สตางค์ อีตอนเก็บนี่ซิ คนอื่นเก็บพริกได้กองใหญ่เท่าไร ตาแจ่มก็เก็บได้กองโตเท่านั้น เห็นพริกบางๆ ยอดหงุกหงิกๆ นั่นแหล่ะ เขาเก็บได้เท่าไร ตาแจ่มก็เก็บได้เท่านั้น มาถึงตอนขาย เจ๊กชั่งของคนอื่นได้ ๑ หาบ พอมาของตาแจ่มกลับเป็น ๒ หาบ ทั้งๆ ที่กองก็โตเท่ากัน เจ๊กหาว่าตาแจ่มโกง คิดว่าเอาทรายใส่เข้าไปในกองพริกเป็นการถ่วงน้ำหนัก เลยเอะอะโวยวายใหญ่ ปรากฏว่าเม็ดดินเม็ดทรายที่เจ๊กว่านั้นหาไม่ได้เลย เล่นเอาเจ๊กแปลกใจ แต่ก็ต้องซื้อไปตามนั้น

พริกของคนอื่นเขาเก็บกัน ๒-๓ ครั้ง ก็หมดแล้ว ครั้งแรกมาก ครั้งที่สองได้มากหน่อย พอครั้งที่สาม เก็บได้อีกเพียงเล็กน้อยเป็นอันว่าหมดกัน ต้องถอนต้นพริกทิ้งแล้วปลูกกันใหม่ ส่วนพริกของตาแจ่มไม่เป็นอย่างนั้น ต้องลงมือเก็บกัน ๖ ครั้งถึงได้หมด พริกที่ได้แต่ละครั้งก็มีปริมาณเท่าๆ กัน นี่ไอ้พริกใบหงุกหงิกๆ นั้นแหละ เก็บกันซะ ๖ คราว ผลที่สุด พริกของตาแจ่มก็กลายเป็นของอัศจรรย์ แถมเจ๊กยังตีราคาให้สูงกว่าพริกของคนอื่นเสียอีก เพราะว่า "เมื่อส่งไปแล้ว เป็นพริกที่มีค่า ทางโน้นเขาให้ราคาสูง" ปีนั้นจึงใช้หนี้สองหมื่นหลุดหมด แถมยังมีเงินเหลืออีกตั้งสองหมื่น"

(นี่เห็นไหม... ถ้าหากว่าท่านภาวนาคาถาบทนี้อยู่เสมอ ท่านอาจจะรวยกว่านายแจ่มก็ได้นะ)

ต่อมามีผู้นำคาถาอนัตตา ไปปฏิบัติหลังจากที่หลวงพ่อแนะนำไปแล้ว เขาผู้นั้นได้เข้ามารายงานกับหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ อนัตตาแจ๋วเลยครับ อัศจรรย์มาก ตอนบ่ายวันนี้ฟลุ๊คมาก ของที่ผมขาย ฝรั่งซื้อคนเดียว ๑,๖๐๐ บาท ไม่เคยมีปรากฏเลยครับ"

"อาจารย์ทำยังไงล่ะ... อาจารย์ใช้แบบไหน จึงมีผลตามลำดับ... จะได้แจกจ่ายคนอื่นเขาบ้าง"

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ผู้ถาม: "อันดับแรกตักน้ำใส่แก้ว แล้วนำไปไว้หน้าพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วชุมนุมเทวดา ไหว้พระบูชาพระตามหลวงพ่อกล่าวนำ มีมนต์อะไรก็สวดไป ของผมสวดยาวหน่อย เมื่อสวดเสร็จแล้ว ก็อาราธนาบารมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย แล้วก็มาหลวงปู่ปาน แล้วมาหลวงพ่อ

เสร็จแล้วเช้าตื่นมาก็กราบแก้วน้ำ ๕ ครั้ง แล้วก็เอามาที่ห้องน้ำ แบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งใส่ขันสำหรับล้างหน้า ก่อนจะแบ่งก็ตั้งจิตให้ดี ว่านะโม ๓ จบ แล้วก็ว่าคาถานี้อีกครั้งหนึ่ง เท่าที่ใช้ก็ใช้คาถา มหาปุญโญ มหาลาโภ ภวันตุ เม ฯ แล้วก็มาว่าคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อว่าเสร็จแล้วก็บอก "อนัตตา ขายเกลี้ยง"

อีกครึ่งหนึ่งเราแบ่งมาแล้วก็ว่าคาถาวิระทะโย ไป แล้วก็พรมตู้อะไรต่างๆ แล้วก็ลงท้าย "อนัตตา ขายเกลี้ยงๆ ๆ" แม้แต่หน้าร้านก็พรมออกไปเลย ถ้าใครเดินมาถูกน้ำมนต์ปุ๊บอยู่ไม่ได้ ต้องมาซื้อ อันนี้ได้ผลดีครับ"

หลวงพ่อ: "อ้าว... จำได้ไหมล่ะ อันนี้ก็ดีมีประโยชน์นะ ควรจะนำไปใช้ทุกๆ คนนะ ฉันบอกให้อาจารย์เขาไปทำ ท่านทำแล้วผลมันเกิดขึ้นทุกวัน"

ผู้ถาม: "แล้วถ้าฟลุ๊คอะไรเป็นพิเศษละก้อ เวลาจุดธูปเทียนหรือพรมน้ำมนต์ มันจะมีขนลุกซู่ซ่า ถ้าซู่มากละ มาแน่"

หลวงพ่อ: "อ้อ... กำลังปีติสูง ใช่ เพราะซู่ซ่านี่เจ้าของมาแสดงให้ปรากฏ ถ้านึกถึงท่านจริง ท่านเข้ามาช่วยจริง ก็ถือว่าเป็นอาการของปีติ เมื่อสัมผัสแล้วทางจิตใจก็เกิดปีติ ความอิ่มใจเกิดขึ้น ขนลุกซู่ซ่ามาก การแสดงออกตามอาจารย์พูดนะถูก ถ้าหากว่าสัมผัสน้อย ก็มีผลน้อยหน่อย แต่ก็ดีกว่าปกติ สัมผัสมาก ก็มีผลมากหน่อย ปัจจุบันทันด่วน อันนี้ถูกต้อง ถ้าทำขึ้น หนักจริงๆ นะ ถ้าขายของเป็นน้ำหนัก น้ำหนักจะสูงขึ้น แล้วก็ไม่สูงแต่ของเรา เอาไปขายคนอื่นต่อก็สูง นี่เขาทำมาแล้วนะ คนที่ไทรย้อยแกขายข้าว ไปซื้อข้าวมาวันนี้ พรุ่งนี้จะเอาไปขึ้นโรงสี แกก็พรมน้ำมนต์ก่อน พอถึงบ้านก็พรมน้ำมนต์หน่อย พอขึ้นโรงสีปรากฏว่าน้ำหนักสูง ถ้าหากว่าของที่เก็บไว้ในปี๊บในถงในอะไรก็ตาม จะมีปริมาณสูง

เมื่อก่อนหลวงพ่อปานท่านบอก เอาข้าวใส่ยุ้งฉางให้เรียบร้อย ตวงให้ดี แล้วนับให้ดี ทำมาจนกว่าจะถึงฤดูออกมาใช้มาขาย แล้วตวง มันจะมากทุกคราว

จำเอาไว้นะ ถ้าปฏิบัติ ทุกคนจะไม่จน ฉันอยากให้ทุกคนรวย ฉันจะได้รวยด้วย พระแช่งให้ชาวบ้านจนก็ซวย พระไม่มีกินน่ะซิ"

จบ...

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า
ตอนนี้มาว่ากันถึงคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า เรื่องนี้มันไม่เรียงตามลำดับนะ ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้ฉันก็ว่าดะ คาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ หลวงพ่อปานท่านมาเรียนตอนปลายชีวิตของท่าน คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่หลวงพ่อปานไปเรียนกับครูผึ้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้นครูผึ้งเป็นฆราวาส อายุ ๙๙ ปี สมัยนั้นค่าของเงินมันสูง เงิน ๑๐๐ บาทนี่สูงมาก หรือเงิน ๑ บาทนี่สูงมาก ข้าราชการถ้าได้เงินเดือน ๒๐ บาทก็รู้สึกว่าโก้ โก้มากแล้ว นายสิบตรีดูเหมือนจะได้เงินเดือน ๑๖ บาทหรือไงนี่นะ นายสิบเกณฑ์ได้เงินเดือน ๘ บาท พลทหารได้เงินเดือน ๔ บาท ร้อยตรีได้เงินเดือนละ ๘๐ บาท แล้วก็ร้อยเอกเต็มขั้นก็ ๑๖๐ บาท นี่ฉันจำได้ จำผิดจำถูกไม่รู้ ค่าของที่ซื้อกัน ก๋วยเตี๋ยว ๒๐ ชาม ๑บาท หรือบางทีก็ ๒ ชาม ๕ สตางค์ แต่ว่าปลาหมึกชิ้นละ ๑ สตางค์ นี่ตอนเป็นนักเรียน ฉันไม่ค่อยได้ซื้อหรอก ฉันขโมยเจ๊ก เวลาโรงเรียนปล่อยลงมา ก็ซื้อปลาหมึกกันคนละชิ้นสองชิ้นลุ่มลั่มๆ ฉันเข้าไป พอเจ๊กเผลอ ก็คว้าหมับมากำมือหนึ่ง มาแจกเพื่อนกิน นี่ฉันนะระยำไม่ใช่น้อยนะ เด็กๆ ก็ตัวดีเหมือนกัน แต่ของใหญ่ไม่เคยลัก ปลาหมึกนี่ชอบลักเพราะชอบกิน ก็เลยชอบขโมยเขา บาปไม่บาป ลุงพุฒิยิ้มแหงเลย ไม่ใช่แหง พอบอกว่ายิ้มแหง ต่อว่าบอกว่าอย่ายิ้มแหงซี ยิ้มก็ยิ้มซี บอกว่าเรื่องไม่บาปไม่มี

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:44 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เอ้า ว่าถึงคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าที่หลวงพ่อปานจะเรียนนะ ตอนนั้นไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ไปได้ข่าวว่าอาจารย์ผึ้งนี่นะเป็นคนพิเศษ เวลาขอทานมาขอให้คนละ ๑ บาท ๑ บาทสมัยนั้นขอทานยิ้มไปหลายวัน แล้วถ้าใครเขาบอกบุญโกนจุกบวชนาคอะไรก็ตาม แกทำบุญรายละ ๑๐๐ บาท นี่หนักเหลือเกินนะ สมัยนั้นเงิน ๑๐๐ บาท เงิน ๒๐๐ บาทนี่ สร้างบ้าน ๒ หลัง มีครัวได้ ๑ หลัง สร้างด้วยไม้ยางนะ เสาไม้แก่น แกช่วยงานรายละ ๑๐๐ บาท นี่ไม่ใช่เงินเล็กน้อย เป็นเงินใหญ่ แล้วก็ต่อมาเป็นยังไง ในเมื่อหลวงพ่อปานทราบข่าวก็ไปขอเรียนกับแก เล่ากันลัดๆ นะ แกก็ให้เรียน เมื่อเรียนมาแล้วก็ปรากฏว่ากลับมาที่กรุงเทพฯ มาพักอยู่ที่วัดสระเกศ วัดสระเกศนี่เป็นวัดที่ท่านเคยไปเรียนหนังสืออยู่ มีพวกพ้องมาก กุฏิที่พักก็เป็นกุฏิของหมวดเจิ่น ดูเหมือนว่าจะเป็นคณะ ๙ หรือคณะ ๑๑ จำไม่ได้ จำไม่ได้ชัดนะ คณะ ๘ คณะ ๙ หรือคณะ ๑๑ อะไรนี่จำไม่ได้ชัด ชอบกันมาก ไปพักอยู่ที่นั่น แล้วก็ปรากฏว่าเวลาฉันข้าวมีชาวบ้านในกรุงเทพฯ เขานับถือท่าน พอรู้ว่าท่านมาก็เอาข้าวปลาอาหารไปถวายกันเยอะแยะ ทานบารมีของท่านมีมาก ไม่เหมือนฉัน ระหว่างฉันข้าว ท่านก็พูดเรื่องคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าว่าคาถาบทนี้นะดีเหลือเกิน ทำให้คนมีลาภสักการะ แล้วก็อธิบายถึงครูผึ้งว่าแกเป็นคนแก่แล้วไม่ได้ทำอะไร แต่คนไปบอกงานบอกการ แกช่วยรายละ ๑๐๐ บาท ขอทานไปขอ แกให้รายละ ๑ บาท

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-1 13:44 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอนนั้นท่านกล่าวว่านายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ท่าเตียน เขาเป็นลูกศิษย์ที่เคารพท่านมากเหมือนกัน นั่งอยู่ข้างหลัง ท่านว่าตัวคาถา แกก็จดอยู่ข้างหลัง จดแล้วพอคนอื่นไปหมด ท่านพูดให้ฟังถึงคุณสมบัติว่ามีประโยชน์มาก ใครเอาไปเจริญภาวนา คือสวดมนต์คืนละ ๓ จบ หรือ ๕ จบ หรือ ๗ จบ หรือ ๙ จบ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลาภสักการะจะมีไม่ขาดสาย ถ้าว่าทำเป็นสมาธิได้ละก็ จะเกิดลาภหนัก ท่านว่ายังงั้น นายประยงค์จด แต่ว่าคนอื่นทั้งหมดไม่มีใครสนใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน คนอื่นทั้งหมดที่ฟังแล้วไม่สนใจ มีนายประยงค์คนเดียวสนใจ เวลาคนอื่นไปหมดแล้ว นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ก็เข้าไปหาหลวงพ่อปาน ไปขออนุญาตเรียนคาถาบทนี้ แล้วก็อ่านให้ท่านฟังที่จดว่ามันถูกหรือผิด ท่านก็บอกว่าถูกต้อง แล้วก็ยิ้ม หัวเราะชอบใจ บอกว่าเออ พ่อดีใจ ประยงค์ เอ็ง เป็นลูกหัวปี สำหรับคาถาบทนี้เอาไปทำ ถ้าเอ็งทำไม่เกิดผลเพียงใดละก็ พ่อจะไม่พิมพ์แจกคนอื่น เอาไปพิสูจน์กัน นี่ท่านใช้บทพิสูจน์ ตอนนี้เมื่อปี ๒๔๘๐ นายห้างประยงค์รู้สึกว่าร่ำรวยมาก มีลาภสักการะสูง ค้าขายดี มีทุนรอนมาก ท่านไปที่วัดบางนมโค ท่านกล้าพูดบอกว่าถ้าหลวงพ่อจะทำอะไรก็บอก ผมไม่กลัว เท่าไหร่เท่ากัน เรื่องทำบุญยิ่งทำเงินยิ่งมา ก็เลยถามท่านนายห้างว่า ท่านนายห้างทำยังไงลาภสักการะจึงเกิดมาก ท่านก็บอกว่าผมบูชาพระ กลางคืนผมก็บูชา ๙ จบเหมือนกัน แต่ว่าเวลากลับไปจากขายของตอนเย็นรับประทานอาหารแล้ว อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็เข้าห้องพระ ทำคาถาบทนี้เป็นพระกรรมฐาน พอตั้งจิตเข้าถึงอุปจารฌาน ก็เห็นพระสวยสดงดงามมีแสงสว่างเกิดขึ้น ท่านบอกว่าตอนนี้นะขอรับ ทำอะไรมันเป็นเงินเป็นทองไปหมด ที่เขาขายกันขาดทุน ผมก็ขายเข้าก็ได้กำไร คิดว่าจะได้น้อยมันก็ได้มาก บางทีห่อยา แกขายยานี่ ยาทำไว้แล้วพันห่อ เจ้าหน้าที่ขายครบ ๑,๐๐๐ ห่อ เงินก็ได้ครบแล้ว แต่ยายังเหลือ ของก็ขายดีขึ้นเป็นพิเศษ แกบอกว่าสมัยก่อน เดือนไหนถ้าผมมีกำไรสุทธิได้ถึงเดือนละ ๒๐๐ บาท สองผัวเมียนี่นอนไม่หลับขอรับ ดีใจ เวลานี้ถ้าได้ ๒๐๐ บาทนี่ไม่รู้สึกอะไรเลย แสดงว่าแกได้มาก นี่นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาท่าเตียน จังหวัดพระนคร หรือนครหลวงอะไร กรุงเทพธนบุรี แกเป็นคนได้ก่อน แล้วบรรดาลูกหลานที่รัก ถ้าอยากจะรวยก็ทำอย่างนายประยงค์ก็แล้วกันนะ คาถาตามแบบฉบับของท่านมียังไง ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์ก็ไม่ใช้ถ้อยคำของฉันผสม ลอกเฉพาะถ้อยคำของหลวงพ่อปานอย่างเดียว พิมพ์แจกบรรดาท่านพุทธบริษัท ฉันก็แจกฟรีเหมือนกัน แต่น่ากลัวจะไม่เลี้ยงอะไรหรอก จะเลี้ยงก็เลี้ยงข้าวต้ม เงินที่แจกก็ไม่ใช่เงินของใครนะ เงินของลูกหลานที่ให้ฉันมากินนั่นแหละ ให้ฉันมากินมาใช้ ฉันก็มาพิมพ์คาถาแจกเสียอีกแล้ว โมทนาเสียนะ เราทำให้คนอื่นเขารวย เราก็จะได้รวยตาม เรื่องคาถาหมดไป ทีนี้เรื่องเบ็ดเตล็ด

หมายเหตุ คัดมาจากหนังสือ "ประวัติหลวงพ่อปาน"

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 2011-4-5 09:52 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย James เมื่อ 2011-4-26 22:29

เสียงหลวงพ่อฤาษีลิงดำครับ

หมายเหตุ จากเว็บเพจ http://www.dannipparn.com/kata1m/index.php ผมได้แปลงนามสกุลไฟล์จาก .swf เป็น .mp3 และบีบอัดไฟล์เป็น .zip ครับ
ไฟล์แนบ: คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีแอคเคานต์หรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาสมัครสมาชิก

แสดงความคิดเห็น

Phunyanuch  ขอโมทนาค่ะ สาธุ  โพสต์เมื่อ 2012-6-10 06:38
jeab  โมทนาด้วยค่ะ  โพสต์เมื่อ 2012-1-18 07:08
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

รูปแบบข้อความล้วน|OurMaNoMaYitTi.com

GMT+7, 2014-12-23 11:21 , Processed in 0.046003 second(s), 11 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.